1

 

วันที่ 3 สิงหาคม 2563 เวลา 14.30 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมสถานการณ์การเกิดโรคและมาตรการการดำเนินงานควบคุมโรคระบาดในสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน และปศุสัตว์เขต 1-9 และปศุสัตว์จังหวัดทั้ง 77 จังหวัด (ผ่านระบบทางไกล conference) เพื่อเร่งติดตามและสั่งการให้ทุกพื้นที่ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรค สืบสวนโรคทุกกรณีตามหลักการระบาดวิทยาและรายงานทุกวัน ให้ทันสถานการณ์และลงพื้นที่สืบหาสาเหตุเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว "รู้เร็ว คุมเร็ว สงบโรคได้เร็ว" โดยให้ทุกพื้นที่มีความเข้าใจในการปฏิบัติงานและดำเนินงานเป็นทิศทางเดียวกัน

เนื่องด้วยสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตก ส่งผลให้สัตว์เครียด มีภูมิคุ้มกันต่ำ ป่วยง่าย มีแนวโน้มการเกิดโรคระบาดในสัตว์สูงขึ้น จึงให้ทุกพื้นที่เร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดในการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ต่างๆ ดังนี้

  1. โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth disease: FMD) ให้เฝ้าระวัง สืบสวนโรคทางระบาดวิทยาอย่างเร่งด่วน รายงานทุกวัน ประชาสัมพันธ์การป้องกัน การทำวัคซีน ควบคุมการเคลื่อนย้าย และค้นหาสัตว์ป่วย เก็บตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการในทุกพื้นที่เกิดโรค เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ควบคุมโรคได้เร็ว
  2. โรคเฮโมรายิกเซปทิกซีเมีย (โรคคอบวม) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ระบาดรุนแรงในโคและกระบือ ให้ควบคุมการเคลื่อนย้าย ป้องกันการลักลอบ การประชาสัมพันธ์ การทำวัคซีนให้ครอบคลุม เตรียมความพร้อมด้านเวชภัณฑ์ยาปฏิชีวนะในการรักษา การทดสอบความไวของยาในการรักษาโรค (Drug Sensitivity) โดยจากผลการทดสอบพบว่ายาที่มีความไวในการรักษาได้ผล คือ Ceftriazone, Enrofloxacin, Ampicilin และ Gentamycin การเร่งเก็บตัวอย่างและสืบสวนโรคในทุกกรณีทันที และให้รายงานสถานการณ์อัฟเดตรายวัน
  3. โรคในสัตว์ปีก ให้เฝ้าระวังการเกิดโรคทั้ง โรคไข้หวัดนก โรคนิวคาสเซิล โรคขี้ขาว ให้ลงพื้นที่ติดตามอย่างเคร่งครัด รายงานทุกวัน
  4. โรคในสุกร ได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างมาก จากความร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่ประเทศไทย สามารถป้องกันการเกิดโรค ASF ในประเทศไทยได้อย่างเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง วันที่ 4 สค. 63 นี้ ครบเป็นระยะเวลา 2 ปีเต็ม
  5. โรคอุบัติใหม่ โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness: AHS) ให้เร่งควบคุมโรค สืบสวนหาสาเหตุและรายงานทุกวัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ขอคืนสถานะปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลกโดยไว โดยขณะนี้อยู่ในระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ
  6. โรคในสัตว์เลี้ยง โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในทุกพื้นที่เร่งดำเนินการฉีดวัคซีนควบคุมโรค ดำเนินการตามมาตรการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยในปี 2563 นี้ กรมปศุสัตว์ เป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันพิษสุนัขบ้าโลก World Rabies Day 2020 ด้วย
  7. การเตรียมความพร้อมการช่วยเหลือการเกิดอุทกภัย ให้ทุกพื้นที่ มีแผนเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งด้านการอพยพเคลื่อนย้ายสัตว์ เสบียงอาหารสัตว์ ความพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และด้านบุคลากร สามารถทำการช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้สั่งการเข้มให้ทุกพื้นที่เร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุม เฝ้าระวัง และกำจัดโรค เน้นการสืบสวนทางระบาดวิทยาทุกกรณี เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ลงพื้นที่แก้ปัญหาได้ทันที รายงานสถานการณ์การเกิดโรคอัฟเดตในทุกวัน ประชาสัมพันธ์การป้องกันและควบคุมโรค พยากรณ์และคาดการณ์ระยะเวลาการควบคุมโรค และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือสร้างเครือข่ายในพื้นที่ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การดำเนินงานในการควบคุมโรคตามมาตรการที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด ตามหลัก "รู้เร็ว คุมเร็ว สงบโรคได้เร็ว"

ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์

 

 

ที่มาของข้อมูล : ทีมโฆษกกรมปศุสัตว์  ข่าวปศุสัตว์

1

 

วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และภาคีเครือข่ายรวม 17 หน่วยงาน ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) การกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ของประเทศไทย ณ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรุงเทพฯ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ผู้แทนกองสารวัตรและกักกัน ผู้แทนองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ กรมการสัตว์ทหารบก หน่วยม้าทรงประจำพระองค์ฯ กองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาม้าแข่งไทย สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย นายกสัตวแพทยสภา ประธานภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย สมาคมสัตวแพทย์สวนสัตว์และสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย มูลนิธิม้าไทย และชมรมสัตวแพทย์บำบัดโรคม้า
     การลงนามใน MOU เพื่อเป็นการยืนยันความร่วมมือและบูรณาการระหว่างหน่วยงานในการสนับสนุนกิจกรรมดำเนินการมาตรการควบคุม
 และกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าให้หมดไปจากประเทศไทย ทั้งด้านการสร้างความตระหนักในการร่วมมือด้านนโยบายและการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในด้านทรัพยากร บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ และด้านงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้ประเทศไทยได้รับการรับรองเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าจาก OIE ภายในปี 2565 ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 
     ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินการตามเป้าหมายให้สำเร็จคือ ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public Private Partnership ดังนั้นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของความร่วมมือ PPP กรมปศุสัตว์จึงได้จัดพิธีลงนามร่วมกันในเอกสารบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ขึ้น เพื่อเป็นการยืนยันความร่วมมือกันของภาคีเครือข่ายแต่ละภาคส่วนจะปฏิบัติตามกรอบเวลา 3 ระยะคือ ระยะเผชิญเหตุ ระยะเฝ้าระวังและป้องกันการอุบัติซ้ำ และระยะขอคืนสภาพปลอดโรค AHS ของประเทศไทยจาก OIE และร่วมบูรณาการความรับผิดชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือฉบับนี้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ทั้งในด้านนโยบายและการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลประชากรม้า การขึ้นทะเบียน และความร่วมมือด้านวิชาการองค์ความรู้ในการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
     ทั้งนี้ เพื่อยืนยันความร่วมมือที่ได้รับจากทุกภาคส่วนจะดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยได้รับการรับรองให้เป็นประเทศที่ปลอดจากโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าจาก OIE ภายในปี 2565 ได้ตามเป้าหมายต่อไป  
ภาพ ธงชัย สาลี สลก /ข่าว คณะทำงานโฆษกกรมปศุสัตว์
 
 
 
 
 

 

S 60743682

 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 63

อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์ ดร.ศิษฏ์ เปรมัษเฐียร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ให้สัมภาษณ์ ประเด็น ”โรค African Horse Sickness” รายการ Thailand Today ออกอากาศ ช่อง NBT World เวลา 21.00 น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มาของข้อมูล :: สำนักควมคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ // ฝ่ายบริหารทั่วไป

 

Head

 

วันที่ 1 มิ.ย. 63 เวลา 08.00 น. ผู้บริหารในสังกัดกรมปศุสัตว์เคารพธงชาติ ณ บริเวณลานหน้าเสาธง กรมปศุสัตว์ พญาไท แล้ว นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดงานวันดื่มนมโลก ประจำปี 2563 (World Milk Day 2020) โดยมี นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน และหลังจากที่อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเปิดงานวันดื่มนมโลก ประจำปี 2563 แล้ว ได้ร่วมดื่มพร้อมกับผู้บริหาร เพื่อเป็นการรณรงค์บริโภคและเชิญชวนให้คนไทยดื่มนมมากขึ้น เนื่องในโอกาสวันดื่มนมโลก (World Milk Day) 1 มิถุนายน 2563 นี้ ภายใต้แนวคิด “สร้างความสุข เสริมภูมิคุ้มกัน ดื่มนมทุกวัน ดื่มได้ทุกวัย บริโภคนมได้หลากหลายเมนู World Milk Day & #Enjoy Dairy” ในการนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และรองอธิบดีได้ร่วมกันแจกผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มให้แก่ประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมปศุสัตว์ ณ บริเวณหน้ากรมปศุสัตว์ (VDO)

เพิ่มเติม... 🇹🇭 อธิบดีกรมปศุสัตว์ Kick Off ชวนคนไทย ร่วมดื่มนม ทุกวัน ทุกวัย ทุกเมนู EnjoyDairy ในวันดื่มนมโลก (World Milk Day Thailand 2020) 1 มิถุนายน 2563 🥛🥛
     วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เวลา 8.30 น.
     นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ 4 ท่าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ นายสุรเดช สมิเปรม นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ และนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล ผู้อำนวยการกอง/สำนัก หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมกิจกรรมดื่มนมเพื่อรณรงค์การบริโภคนม ในวันดื่มนมโลก (World Milk Day Thailand 2020) วันที่ 1 มิถุนายน 2563 นี้
     ตามที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันดื่มนมโลก” หรือ “World Milk Day” เพื่อให้ประเทศและองค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคนม โดยในปี 2020 ได้กำหนดแคมเปญไว้ว่า “EnjoyDairy” ดังนั้น กิจกรรมวันดื่มนมโลก ประจำปี 2563 จึงกำหนดคำขวัญไว้ว่า “สร้างความสุข เสริมภูมิคุ้มกัน ดื่มนมทุกวัน ดื่มได้ทุกวัย บริโภคนมได้หลากหลายเมนู” “Strengthen Immunity by Drinking Milk, Everyday for Everyone in Every Menu” เพื่อรณรงค์การบริโภคนม ซึ่งปัจจุบันพบว่าคนไทยบริโภคนม 18 ลิตร/คน/ปี (คิดเป็นสัปดาห์ละ 2 แก้วเท่านั้น น้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 6 เท่า) ซึ่งถือเป็นปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น 90 ลิตร/คน/ปี ประเทศสิงคโปร์ 62 ลิตร/คน/ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน 38 ลิตร/คน/ปี โดยมีอัตราค่าเฉลี่ยการบริโภคนมทั่วโลกอยู่ที่ 113 ลิตร/คน/ปี ซึ่งในเอเชียมีการบริโภคนม 66 ลิตร/คน/ปี ยุโรป 274 ลิตร/คน/ปี อเมริกาเหนือ 237 ลิตร/คน/ปี และลาตินอเมริกา 124 ลิตร/คน/ปี จึงตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการดื่มนมของคนไทยจากปัจจุบัน 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2569 เพราะการบริโภคนมนอกจากจะส่งเสริมสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเกษตรกรโคนมไทยได้อีกด้วย
     เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 ทำให้พวกเราต้องคำนึงถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์วันดื่มนมโลก ประจำปี 2563 ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ขึ้น โดยมีกิจกรรมทั้งหมด 4 กิจกรรม ได้แก่ Challenge, Share, Learn และ Shop ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เป็นการช่วยกันกระตุ้นให้คนไทยทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย หันมาบริโภคนมภายในประเทศกันมากขึ้น
     กิจกรรม Challenge การเชิญชวน/ท้าทายการบริโภคนมแบบต่าง บนโลกออนไลน์
     กิจกรรม Share การแชร์ภาพถ่ายคู่กับผลิตภัณฑ์นมโคจากเกษตรกรไทยผ่านสื่อออนไลน์
     กิจกรรม Learn การเรียนรู้หลักสูตรออนไลน์ในการทำเมนูต่างๆ จากผลิตภัณฑ์นมโค
     กิจกรรม Shop การจัดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์นมราคาพิเศษ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในช่วงวันดื่มนมโลก ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อมากขึ้น
     กรมปศุสัตว์ต้องขอขอบคุณพันธมิตร ได้แก่ อ.ส.ค. FAO ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนม ชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ สหกรณ์โคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ที่ร่วมกันรณรงค์การบริโภคนม และทำให้เกิดงานวันดื่มนมโลกประจำปี 2563 โดยการจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ต่อไป และเพื่อเป็นการร่วมกันรณรงค์บริโภคนม
จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมดื่มนมพร้อมกัน เพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ และเป็นการรณรงค์บริโภคนม ในวัน World Milk Day ปีนี้ และขอเชิญชวนให้ทุกคน ทุกหน่วยงาน ทุกครอบครัว จัดกิจกรรมบริโภคผลิตภัณฑ์นม พร้อมแชร์ภาพสื่อออนไลน์ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 มาร่วมดื่มนมกันเยอะๆ #EnjoyDairy#WorldMilkDayThailand
     ณ บริเวณลานหน้าเสาธง กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ที่มา : สำนักงานเลขานุการกรม

 


head

 

 วันที่ 10 มิถุนายน 2563 เวลา 10.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ในฐานะผู้แทนองค์การสุขภาพสัตว์โลกของประเทศไทย (OIE delegate of Thailand) ประชุมทางไกลคณะกรรมาธิการ OIE ประจำภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกไกล และโอเชียเนีย โดยได้นำเสนอการดำเนินงานและรายงานผลเรื่องความสำเร็จในการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) และสถานการณ์และมาตรการควบคุมโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าของประเทศไทย ดังนี้
1. ความสำเร็จในการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โรค ASF มีการระบาดเกิดในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในปนะเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถึงแม้ไม่เกิดโรค จึงมีความเสี่ยงในเกิดโรค กรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและเฝ้าระวังการเกิดโรค ได้จัดทำแผนปฎิบัติการเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคดังกล่าว มีการผลักดันยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณ ได้อนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 แผนประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะแรก คือ ระยะก่อนเกิดโรค เป็นการเฝ้าระวังและป้องกัน ระยะที่สอง คือ ระยะเกิดโรค เป็นการกำจัดโรค และระยะที่สาม คือ ระยะฟื้นฟู เป็นการเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น หลักสำคัญในการควบคุมโรค ประกอบด้วย 8 ข้อ คือ 1. ด้านนโยบายและการจัดการ 2. การป้องกัน มีการประเมินความเสี่ยง 3. ยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ 4. การเฝ้าระวังโรค 5. ด้านห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ 6. การสนับสนุนการดำเนินงาน เช่น อุปกรณ์ งบประมาณ และบุคลากร 7. การสื่อสารความเสี่ยง และ 8. การบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบ
ซึ่งจากการดำเนินงานอย่างเข้มงวด ทำให้ไม่มีรายงานการเกิดโรค ASF ในประเทศไทย โดยสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการป้องกันและควบคุมโรคได้คือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (PPP: Public private partnership) สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านสุกร หน่วยงานทั้งรัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุข ประเทศเพื่อนบ้าน และองค์กรระหว่างประเทศ
2. สถานการณ์และมาตรการควบคุมโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (AHS) สืบเนื่องจากการเกิดโรค AHS ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก กรมปศุสัตว์ได้รับแจ้งวันที่ 25 มีนาคม 2563 และได้เร่งลงพื้นที่สอบสวนโรคและรายงานไป OIE ทันที และรายงานต่อเนื่องรายสัปดาห์ จากการดำเนินงานต่อเนื่องภายในระยะเวลา 2 เดือน โดยสถานการณ์ล่าสุดสามารถควบคุมการเกิดโรคได้วงพื้นที่จำกัด ไม่มีรายงานม้าตายเพิ่มกว่า 10 วันแล้ว กรมปศุสัตว์ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีการตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเพื่อดำเนินการครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ วัคซีน การลงพื้นที่ภาคสนาม การวิจัย และการศึกษาแมลงพาหะ มีการทำแผนปฎิบัติการกำจัดโรค AHS เพื่อคืนสถานภาพปลอดโรคจาก OIE ของประเทศไทย ประกอบด้วย 3 ระยะ โดย ระยะแรก คือ ระยะเผชิญเหตุ (กำลังอยู่ในระยะนี้) ระยะสอง คือ ระยะเฝ้าระวังและป้องกันการอุบัติโรคซ้ำ และระยะสาม คือ การขอคืนสภาพปลอดโรคของประเทศไทย โดยสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินงานให้สำเร็จ คือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน PPP เป้าหมายหลัก คือ การกำจัดโรคในประเทศไทย การควบคุมโรคในม้าลาย และการขอคืนสภาพสถานะปลอดโรคจาก OIE ภายในระยะเวลา 2 ปี
นอกจากนี้ ได้มีการเสนอพิจารณาให้มี Vaccine bank แบบชั่วคราวในภูมิภาคนี้ สำหรับโรค AHS เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค หากมีการเกิดในประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศไทยมีความพร้อมและยินดีที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมาธิการ OIE ประจำภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกไกล และโอเชียเนีย ครั้งที่ 32 ในปี 2564 ณ จังหวัดเชียงราย ซึ่งจะส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการต่อไป
ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์

Dr. Sorravis (DG) the OIE delegate of Thailand conferences OIE regional Commission for Asia, the Far East and Oceania #
By Virtual Meeting for the 10 June 2020 - 10 p.m.
Dr. Sorravis Thaneto, the Director General of Department of Livestock Development as representative the OIE delegate of Thailand . He presented about the successful story on ASF prevention and control measures and AHS management and overall situation in Thailand.
1. The successful story on ASF prevention and control measures in Thailand
African swine fever outbreak occurred in many parts of the world including People Republic of China, and other South east Asian countries, causing widespread concern of ASF in Thailand. Department of Livestock development as the National veterinary services has prepared an ASF contingency and preparedness plan in order to be ready to response for the possibility of ASFV introduction which will cause a devastating impact to the swine industry and other related businesses. The contingency plan is established with the collaboration of academia, public and private sectors and international organization. The ASF contingency and preparedness plan has been issued to the National Agenda and budget on Prevention and Control has been approved by the cabinet in the 9 April 2019. The CPG plan is divided into 3 phases; 1. The first phase: before ASF outbreak 2. The second phase: Outbreak occurred and 3.The third phase : Recovery phase. The key elements of ASF contingency and preparedness plan comprises of 8 control measures as follows; 1. Policy and Administration, 2. Prevention of ASFV introduction 3.Enhancement of biosecurity practices 4. Enhancement of disease surveillance 5. Laboratory and diagnostic development 6. Enhancement of outbreak response 7. Risk communication and 8. Resilience and recovery plan
Until now, there is no case of ASF in Thailand .The key success in ASF prevention and control in Thailand is the Public private partnership such as Thai swine association, related businesses, other relevant public agencies such as Ministry of interior/Ministry of defense/MOPH, neighboring countries and international agencies.
2. AHS management and overall situation in Thailand
The first outbreak was reported to DLD on 25 March 2020, then DLD did the disease investigation on 26 March 2020. After that, DLD reported immediately to OIE on 27 March 2020 and reported the follow-up every weekcontinuously. The magnitude period was in March and April 2020, after control measures implemented, now we can reduce magnitude of AHS essentially within 2 months. We didn’t found new cases per day in the previous week. The situation is under control on limited outbreak area. We assigned the national eradication plan of AHS in Thailand that occurred from cooperation with every sections such as university, Government part and Private partnership. The plan can divided into 3 phase as follows; Phase 1 called Outbreak response phase (Thailand is on this phase), Phase 2 called Surveillance and prevention phase and Phase 3 called reinstate AHS free status of Thailand. On the public private partnership (PPP), the horse industry and veterinary services (DLD) are put together cooperation to meet the 3 common goals to create PPP in Thailand. Firstly, eradicate this disease in Thailand. Second, control measurement on zebra. And third, re-instate free status from OIE. Moreover, to manage all of part about AHS risk factor. DLD also approved subcommittee such as Technical Subcommittee AHS control in Zebra Subcommittee, Vector control and research subcommittee respectively.
In the other hand, Thailand proposed “In order to reduce the spread of African Horse Sickness in our region, Thailand would like to request OIE to establish the temporary Vaccine bank for African Horse Sickness.” And we are pleased to be the host for the 32th regional Commission for Asia, the Far East and Oceania in 2021.

ที่มาของข้อมูล : สำนักงานเลขานุการกรม